MITSUBISHI Evolution X (RS)
เกียร์ 5 Speed / VCAM Kit / F-Con V Pro HKS

ตัวแรงยอดนิยมสไตล์สปอร์ตซีดานขนาดกลาง จาก MITSUBISHI บอดี้ Lancer Evolution X โดดเด่นสุดเร้าใจที่ได้ถูกปรับปรุงและพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้มีความไฮเทคในทุกด้าน ซึ่งทาง MITSUBISHI ได้นำมาพัฒนาเทคนิคต่างๆ พร้อมทั้งคิดค้นปรับปรุงให้มีสมรรถนะต่างๆ ดีขึ้น เพื่อให้กลายเป็น รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อที่ถอดแบบมาจากตัวแข่งในสนามนั้นเลย

ฝากระโปรงเคฟล่าร์
บอดี้ Evo X โครงสร้างตัวรถถูกพัฒนาให้มีความแข็งแกร่ง สามารถทนต่อแรงบิดได้มาก ขึ้นเมื่อเทียบกับ Evo IX MR มิติโดยรวมของ Evo X ยังคงใกล้เคียงกับรุ่นที่ แล้วแต่ความยาว และความกว้างฐานล้อถูกขยายออกเพื่อประสิทธิภาพในการขับขี่ที่ดีขึ้น ซึ่งถูกพัฒนาจากพื้น ฐานการปรับปรุงใหม่ เพื่อให้สามารถตอบสนองในการขับขี่ให้มั่นคงมากขึ้นพร้อมกับรองรับ ความแรงได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของซุ้มช็อคอับหน้า / หลัง, คานหน้า, เสาประตู (B-Pillar), จุดยึดระบบช่วงล่าง, คานป้อง กันตัวถังบิดตัว ในด้านหลังเนื่องจากบอดี้นี้ทาง ค่าย MITSUBISHI เน้นความสวยงามควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ให้ความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงทำการ ลดน้ำหนัก ด้วย การเปลี่ยนวัสดุที่มีน้ำหนักเบาอย่างอลูมิเนียมมาเป็นองค์ ประกอบหลัก เช่น ฝากระโปรงหน้า, แก้มด้านหน้า, หลังคาน้ำหนักเบา, กระปุกน้ำมัน เพาเวอร์, ท่ออินเตอร์ คูลเลอร์ด้วย
สำหรับ Evolution X จะมีอยู่ 2 รุ่น คือ GSR จะเป็นตัวขายทั่วไปทำตลาดในญี่ปุ่นเป็นหลักและรุ่น RS อย่างคันนี้จะเป็นเกียร์ 5 สปีด สำหรับทำเป็นรถแข่งไม่มี อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาให้หนักรถเลย จะเน้นการลดน้ำหนักติดตั้งอุปกรณ์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เหมาะกับผู้ที่ซื้อไปโมดิฟายต่อเอง ซึ่งน้ำหนักก็จะเบากว่ารุ่น GRS ถึง 200 กก. เลยทีเดียว

การตกแต่งภายนอกจะเป็นชุดแต่งที่รวมกันชนหน้ากับสปอยเลอร์ไว้เป็นชิ้นเดียวกัน โดยขยาย ช่องรับอากาศให้ใหญ่มากขึ้นพร้อมกับการย้ายป้ายทะเบียนไปไว้ด้าน ข้างเหมือนเดิม วัสดุน้ำหนักเบาอย่างอลูมิเนียมถูกนำมาใช้ในส่วนของหลังคาและกันชนหน้า หลัง ช่วยให้รถมีน้ำหนักเบาขึ้น และมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำลง ด้านข้างตัวรถ จะมี สเกิร์ต ปิดทับ ชายล่างเชื่อมต่อระหว่าง โป่งล้อ หน้า / หลัง ถ้าเทียบกับ Lancer EX แล้วจะยื่นออกมา มากกว่าพอสมควร ส่วนที่เป็น โป่งล้อทั้ง 4 ได้ทำการ ขยายออกเพื่อรับฐานล้อที่กว้างขึ้น บน หลังคาจะมีครีบจัดลม Blow Tech Generator ทำหน้าที่ช่วยลดการต้านลมจัดระเบียบลม ให้ออกไปด้านหลังให้เร็วขึ้น ซึ่งชิ้นนี้ ในรุ่นล่าสุด Evo X GSR จะให้เป็นอุปกรณ์มาตราฐาน ส่วนรุ่นอื่นต้องสั่งเพิ่มเอง ตรงชายล่างของกันชนหลังจะปาดใส่ครีบระบายลมเป็น Diffuser สำหรับรีดลมออก ให้เป็นประโยชน์และสร้างความดุดันได้อีกเพียบเลย ไฟท้ายแบบพื้นรมดำ
4 B-11 T บล็อคใหม่
บล็อคยอดฮิตอย่างเครื่อง 4 G-63 นั้นถูกปลดระวางไปและแทนที่ไว้ด้วยบล็อค 4 B-11 ซึ่งก็เป็นแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบวาล์ว MIVEC (MITSUBISHI Innovative Valve Timing Electronic Control System) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระบบวาล์วแปรผันของทั้งด้านไอดี และไอเสียให้ทำงานสอดคล้องกับรอบ เครื่องยนต์ในทุกช่วงรอบอย่างเหมาะสมลงตัว ทำให้มีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ตอบสนองด้านสมรรถนะในทุกขณะ มีพละกำลังและมีแรงบิดต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้มีอัตราเร่ง ที่ดีตั้งแต่ช่วงรอบต่ำ สะอาด มีสมรรถนะ ใช้เชื้อเพลิงได้อย่างคุ้มค่าพวงเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ มีกำลัง 280 แรงม้า เท่าเดิมตามกฎหมาย แต่ต่างกันตรงที่น้ำหนัก ที่ ของใหม่เบากว่า 12 กก. เพราะเป็นบล็อคอลูมิเนียมและยังสามารถผลิตแรงบิดได้ดีขึ้นด้วย

ท่อร่วมไอเสียถูกปรับวัสดุให้ดีขึ้นลดความหนาจากเดิมลงนิดหน่อย ช่วยระบายความร้อนแถมน้ำหนักเบาลงจากเดิม ช่วยระบายความร้อนแถมน้ำหนักเบาลงจาก เดิม ท่อทางเดินอากาศ เปลี่ยนเป็นอลูมิเนียมทั้งหมด ทำให้น้ำหนักลดลง สปริงวาล์วเปลี่ยนรูปทรงใหม่ให้เล็กลงและเบากว่าเดิม ช่วยลดแรงเฉื่อย (Inertia) ที่จะเกิดกับ สปริงวาล์วตอนเปิด ปิดวาล์วในรอบสูงๆ กันการสั่นเต้นของวาล์วจนเปิดปิดผิดจังหวะ (Flutter หรือ Surging) ส่วนฝาประกับวาล์วเป็นแม็กนีเซียม พูลเล่ย์หน้าเครื่อง ทั้งหมดเปลี่ยนเป็นอลูมิเนียมเบาหวิว ไม่เว้นแม้แต่พูดเล่ย์ข้อเหวี่ยง ทั้งนี้เพื่อลดแรงเหวี่ยง และแรงเฉื่อยที่จะเกิดกับข้อเหวี่ยงได้อีก
 
เทอร์โบ Evo X RS + เวสท์เกท GT II
Evo X GSR จะใช้เทอร์โบลูกใหม่ที่ผลิตโดยโรงงาน MITSUBISHI รหัส TD 05 HR-16 G 6 C-10.5 T ตั้งแรงดัน สูงปรี๊ดที่ 1.5 บาร์ ซึ่งบูสท์จะเต็มตั้งแต่รอบแค่ 3,500 รตน. ผลจากการออกแบบโข่งไอเสียแบบ Twin-Scroll ที่เคย ประสบความสำเร็จในรุ่นก่อน และด้านคอมเพรสเซอร์ อัดไอดีออกแบบใหม่เพิ่ม Diffuser ช่วยรีดอากาศเพื่อจัดการ แก้ไขปัญหา Turbo Lag ในรอบต้นประกบ กับชุดท่อที่ออกแบบใหม่เพื่อช่วยรีดไอเสีย ให้ไหลไปปั่นเทอร์โบได้มากขึ้น และเร็วขึ้น กว่าเดิม
ส่วนเทอร์โบในรุ่น Evo X RS จะใช้ หอยแบบพิเศษที่พัฒนามาจากตัวแข่ง WRC นั่นเลย ซึ่งจะติด ให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ใน เทอร์โบจะมีขนาดใหญ่กว่าที่ผลิตจาก แม็กนีเซี่ยมอัลลอย และ อลูมินั่มอัลลอย จึงมีน้ำหนัก เบาและแข็งแรง บูสท์มาไวทันใจ โข่งหลังเป็นแบบ Twin Scroll ใบด้านไอดี (Compressor) จะเป็น อลูมิเนียมผสมไททาเนี่ยม น้ำหนัก เบา ปั่นอากาศได้เร็ว ไม่รอรอบ ท่อไอเสีย แบบ ปลายคู่ ท่อมีขนาดใหญ่ และหม้อพักใหญ่ เพื่อเก็บเสียงได้ดีและไอเสียไม่อั้น ทำให้สามารถ ออกแบบให้ท่อไอดีมีขนาด ใหญ่ขึ้นได้
VALCON PLUS VCAM Kit
ทางเจ้าของรถได้ใส่ชุดควบคุมการทำงานของแค็มชาฟท์องศาสูง VALCON PLUS VCAM Kit (Valve Time Control Plus MIVEC Camshaft Kit) สำหรับเครื่อง 4 B-11 T ที่เป็นระบบ MIVEC โดยเฉพาะ เนื่องจากเครื่องยนต์บล็อคนี้ใช้ระบบ MIVEC วาล์วแปรผันทั้งไอดี และไอเสีย และถ้ามีการโมดิฟายโยการเปลี่ยนแค็มชาฟท์ให้มี องศาการทำงานที่สูงขึ้น แต่ไม่มีระบบควบคุมการทำงานจะทำให้เกิดอาการวาล์วยัน เพราะกล่อง ECU ไม่สามารถรับรู้ระยะยกและองศาแค็มชาฟท์ที่เปลี่ยนไป ดังนั้น จึงต้องมีระบบอิเล็คทรอนิคส์มาควบคุมการทำงานของระบบ MIVEC โดยมีการออกแบบมาให้ใช้คู่กับ แค็มชาฟท์แบบ MIVEC โดยเฉพาะ ซึ่งผลที่ได้จะทำให้แรงบิดของ เครื่องยนต์สูงขึ้น ช่วยในเรื่องการตอบสนองของเครื่องยนต์ได้ดีขึ้นมากกว่าเดิม
VALCON PLUS VCAM Kit ชุดควบคุมอิเล็คทรอนิคส์พร้อมแค็มชาฟท์ไอดี และไอเสีย จะจัดชุดการทำงานและเซ็ทข้อมูลมาให้เรียบร้อยแล้ว สามารถเลือกใช้ได้เลย อีกทั้งยังปรับแต่งได้ตามต้องการโดยใช้โปรแกรม Power Writer และในการติดตั้งอุปกรณ์รวมถึงการจูนนั้นต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดีแล้ว เท่านั้น
เกียร์ซิ่ง Close Ratio 5 สปีด

รุ่น GSR จะมีระบบเกียร์ให้เลือกระหว่างแบบกึ่งอัตโนมัติ 6 สปีด Twin Clutch SST (Sport Shift Transmission) ที่มาพร้อม Paddle Shift เปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย หรือแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วนรุ่น RS จะมีแบบธรรมดา 5 สปีดเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงระบบส่งกำลังให้สามารถรองรับความแรงที่เพิ่มขึ้นได้ ด้วยการ เปลี่ยนเพลาและวัสดุภายในเกียร์ไปใช้เหล็กที่มีความแข็งแรงมากขึ้น เกียร์ชุดนี้ได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อตอบสนองความแรงแบบเร้าใจโดยเฟืองเกียร์ 1 2 จะใช้ ซิงโครเมซแบบ Triple Cone 3 ชั้น เพราะสองเกียร์นี้จะต้องรับแรงบิดกระชากมากที่สุด เกียร์ 3 เป็นแบบ Double Cone ส่วนเกียร์ 4 5 ที่มีแรงบิดน้อยลงก็จะใช้ แบบ Super Close Ratio ที่มีการเปลี่ยนอัตราทดในเกียร์ 3, 4, 5 ให้มีความจัดจ้านมากขึ้น เพื่อเน้นอัตราเร่งโดยเฉพาะ ที่สำคัญยังมันส์กันแบบไม่พังง่ายๆ อีกด้วย
อิเล็คทรอนิคส์ Super AYC + ACD + ASC
ระบบถ่ายทอดกำลังขับเคลื่อน 4 ล้อ ติดตั้งระบบ S-AWC (Super All Wheel Control) ส่งกำลังไปยังพื้นถนนเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ที่มีโหมด การทำงานให้เรียกอีก 3 โหมด Tarmac (สภาพพื้นปกติ), Gravel (สภาพพื้นลื่นและเปียก), Snow (สภาพที่มีหิมะปกคลุม) ให้เลือกใช้งานด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบ ควบคุมเสถียรภาพ ASC (Active Stability Control) โดยอาศัยเซ็นเซอร์สำหรับประมวลผลรอบคัน ระบบนี้จะคอยป้องกันการควบคุมแรงดันเบรคทั้งสี่ล้อให้เฉลี่ยตาม การยึดเกาะของแต่ละล้อ ลักษณะการขับ เพื่อให้ขับได้อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะบนถนนลื่น ให้ผู้ขับสามารถควบคุมได้อย่างมั่นใจ
เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาทำการพัฒนาและออกแบบด้วยระบบ ACD (Active Center Differential) ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุม และแจกจ่ายแรงบิดระหว่างล้อหน้า และ ล้อหลัง โดยเปลี่ยนจากระบบเดิมมาเป็นแบบ Hydraulically Actuated Multi-Plate Clutch การทำงานของระบบนี้จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนเมื่อมีการเร่งอย่างรุนแรง ACD จะเริ่มลดอาการสลิปของแผ่นคลัทช์ลง และเริ่มล็อคมากขึ้นเป็น Transfer ที่ แบ่งกำลังไปยังล้อหน้าและหลัง ตามการขับขี่ โดยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุม โดยเริ่ม จากอัตราส่วน หน้า / หลัง อยู่ที่ 50 / 50 เท่ากัน และปรับได้ตามการยึดเกาะของล้อในขณะนั้น ประมวลผลโดยเซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น Engine Torque Sensor วัดแรงบิด มาจากเครื่อง, Brake Press Sensor วัดแรงดันเบรคที่ใช้, G Sensor วัดระดับการเอียงของตัวรถทุกทิศทาง, Steering Angle มุมาการเลี้ยวของพวงมาลัย
ระบบต่อมาเป็นระบบ Super AYC (Active Yaw Control)
ควบคุมการส่งกำลังโดยเฉลี่ยนแรงบิดระหว่างล้อซ้ายกับล้อขวาให้เหมาะสมตามสภาพการยึดเกาะด้วยคอมพิวเตอร์ โดยสามารถแปรผันการทำงานได้ตามสภาวะ การขับขี่ เมื่อเร่งเครื่องขณะอยู่ในโค้ง AYC จะควบคุมไม่ให้รถเกิดอาการอันเดอร์สเตียร์ ซึ่งการส่งกำลังจะไปยังล้ออยู่ที่นอกโค้ง แต่ถ้ายกคันเร่งในขณะเข้าโค้ง AYC จะ ส่งกำลังไปยังล้อที่อยู่ด้านในโค้งเพื่อให้เลี้ยงได้ง่ายขึ้น โดยควบคุมจากชุดเฟืองท้ายที่อาศัยคอมพิวเตอร์คอยจับอาการว่าตอนนี้ล้อด้านใดเริ่มสลิป ก็จะลดการจับของ แผ่นคลัทช์เฟืองดอกจอกล้อฝั่งนั้นลง เพื่อ ลดแรงบิด และไปเพิ่มการจับล้ออีกด้าน เพื่อช่วยให้ผู้ขับสามารถควบคุมรถได้ตามไลน์ในโค้งที่ต้องการได้
นอกจากนี้ยังได้ พัฒนาระบบเฟืองส่งกำลังล้อซ้าย ขวาใหม่ จากแบบดอกจอกเดิม (Bevel Gear) มาเป็นแบบเฟืองสุริยะ (Planetary Gear) แปรผันได้ตามแรงบิดเครื่องยนต์ด้วยการ ประมวลผลจากแรง G-Force ด้านข้าง (Gy) เพื่อจับอาการต่างๆ ของตัวรถโดยจะใช้เซ็นเซอร์ร่วมกับระบบเบรค ABS วัดรอบการหมุนของล้อเพื่อนำมาประมวลผลที่ แน่นอนที่สุด ซึ่งระบบนี้จะให้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
HKS Hiper Max
ชุดช่วงล่างยังเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท ช็อคอัพคอยล์สปริงพร้อมเหล็กกันโคลงที่มีอยู่ใน Lancer Evolution ทุกรุ่น ของเดิมใช้ช็อคอับ BILSTEIN คู่กับสปริง EIBACH ปีกนกล่างรอบคัน เป็นอลูมิเนียมลดน้ำหนัก แต่มีการเพิ่มระยะยุบตัว (Bump Stroke) ขึ้นอีก 15 มม. และเลื่อนแร็คพวงมาลัยให้ต่ำลงไปอีก เพื่อรักษามุม Toe ของศูนย์ ล้อให้คงที่ยามที่เข้าโค้งแรง ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระมัลติลิ้งค์พร้อมเหล็กกันโคลงที่เพิ่มระยะยุบตัวขึ้นอีก 10 มม. ทางเจ้าของรถได้ปรับแต่งใหม่ ชุดสตรัทปรับเกลียว กันมาคบกับ HKS Hiper Max V Sport โดยเซ็ทมาแบบสปอร์ต หนึบแน่นพอสมควร
VOLK 18 นิ้ว
ตบท้ายเพิ่มความหล่อให้ตัวรถด้วยล้ออัลลอย VOLK CE 28 หน้า-หลัง กว้าง 9 ? ขอบ 18 นิ้ว มาใส่แทน พร้อม ยางเทพ YOKOHAMA Advan Neova AD 08 ขนาด 265 / 35 ZR 18 ส่วนระบบเบรคก็ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ซึ่งได้ รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยระบบการทำงานที่เป็นอิสระต่อกัน ซึ่งจะประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ที่ มีการทำงานตามองศาการเลี้ยวของล้อรถและแรง G-Force แล้วจึงสั่งการทำงานของเบรคในแต่ละล้อ ทำการห้าม ล้อตามความเหมาะสมของสภาพ การขับขี่และผิวถนน โดยควบคู่กับระบบ (ABS + EBD) ที่จะไม่ทำให้รถเสียการ ทรงตัวแม้ขณะเบรคในโค้ง แบบดิสค์เบรคทั้ง 4 ล้อนี้เป็นผลผลิตของ BREMBO ที่ด้าน หน้าเป็นคาลิเปอร์แบบ 4 Pot ขนาด 332 มม. ส่วนด้านหลังเป็นแบบ 2 Pot ขนาด 306 มม.
สปอร์ตฝีเท้าจัดกับแนวทางการปรับแต่งรถที่น่าสนใจ ผลงานอู่ Evo Step ย่างบางใหญ่ ไทรน้อย โดยไล่ทำกันทีละจุดแต่ครบทุกองค์ประกอบเพื่อ ความสมบูรณ์ที่สุด วยรถสายพันธุ์แรลลี่สุดฮิตที่สร้างชื่อ ให้กับค่ายนี้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวรถที่เกิดมาเพื่อความแรงแบบครบเครื่องให้ ความมันส์ ความเร้าใจยามควบ ขุมพลังอัพเกรดฝูงม้าเพิ่มง่ายๆ ตามงบประมาณ จนพวกพี่ยุ่นตั้งนิคเนมให้มันว่า Lanevo (ออกเสียงตามสำเนียง ญี่ปุ่นว่า ลัน-เอ-โว่) ซึ่งก็มาจาก Lancer Evolution นั่นเอง
 
 
###############################
ที่มา : นิตยสาร นักเลงรถ ฉบับที่ 339 ประจำเดือน มิถุนายน 2554
|